ReadyPlanet.com
dot
Link
dot
bulletSeasuntour
bulletThailand easy
dot
Newsletter

dot
bulletทัวร์นครวัด
bulletวิบากสันจรปราสาทขอม




วิบากสัญจร ตะลอนปราสาทขอม article

 

วิบากสัญจร ตะลอนปราสาทขอม

ภาคภูมิ น้อยวัฒน์.....................เรื่อง
หฤทัย บุญวงศ์โสภณ....ภาพและ Art work

อาณาจักรขอมโบราณเป็นอาณาจักรที่น่าหลงใหล ด้วยศิลปกรรมที่เปี่ยมด้วยความขลังและอลังการ โดยเฉพาะเมื่อได้อ่านเรื่องราวการค้นพบเมืองที่พระนครที่พรรณาถึงบรรยากาศของเมืองโบราณอันยิ่งใหญ่ รกร้างปกคลุมด้วยผืนป่า ถึงขนาดเคยแอบใฝ่ฝันเอาไว้ในใจว่า อยากจะมีโอกาศได้ไปสัมผัสบรรยากาศเช่นนั้นสักครั้ง ใครจะคิดว่า วันนี้สิ่งที่เคยฝันเอาไว้จะเป็นจริง......
เพลินผจญถนนวิบากวิบากสัญจร

แดดร้อนเปรี้ยงราวกับจะแผดเผาทุกอย่างตรงหน้าให้หลอมละลาย ขณะรถตู้ของเราวิ่งตะบึงโครมครามไปตามถนนหมายเลข 5 บนพื้นผิวถนนลูกรังสีแดง ฝุ่นตลบ ที่ทอดยาวจากปอยเปตมุ่งหน้าสู่เมืองเสียมเรียบ “ดินแดนปราสาทหิน”  ...”ไม่ได้มาตั้งเกือบปีแล้ว ไม่รู้ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างหรือป่าว” เสียงพี่จ๊อด หรือ คุณหฤทัย บุญวงศ์โสภณ บิ๊กบอสของ สีสันทัวร์ ที่มาช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางสำรวจปราสามขอมเที่ยวพิเศษคราวนี้ เปรยขึ้นมาจากที่นั่งด้านหลัง  “ไม่รู้เหมือนกันสิพี่” คุณมด คู่หูเจ้าของกิจการ (ผับ) ข้ามชาติในเมืองเสียมเรียบตอบ “พอดีว่ามาบ่อย เลยไม่ค่อยรู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยน”....  “แต่ที่แน่ๆ ถนนยังแย่เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนเลย” ผมช่วยสรุปจากเบาะด้านหน้าคู่คนขับ  พลางนึกไปถึงตอนที่เดินทางมากับขบวนคาราวานรถยนต์สู่เมืองเสียมเรียบครั้งประวัติศาสตร์  เมื่อเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2541 ครั้งแรกในชีวิตที่ได้มาสัมผัสกับพระนครหลวงแห่งอาณาจักรขอมโบราณ
 หนึ่งในความประทับใจของการเดินทางในครั้งนั้น ก็คือการนั่งรถโขยกเขยกไปตามถนนสายนี้แหละ พื้นผิวถนนที่ขรุงขระเป็นหลุมบ่อ บางจุดก็เป็นโคลนเลนเละเทะ ขนาดใช้รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อยังต้องค่อยๆกระดืบคืบคลาน คนนั่งก็หัวสั่นหัวคลอนไปตลอดทาง
 สำคัญที่สุด สองฝากถนนยังมีป้ายหัวกระโหลกไขว้แสดงให้เห็นว่าใต้พื้นดินอันกว้างไกลสุดสายตาอุดมไปด้วยกับระเบิด เรียกว่าต้องมีเหตุต้องออกไปแล่นนอกเส้นทางเมื่อไหร่ ก็หายใจไม่ค่อยทั่วกันแหละนะ ความวิบากทำให้ระยะทางแค่ 160 กิโลเมตรไกลเหมือนสุดขอบฟ้า  ออกเดินทางจากด้านปอยเปตประมาณ 9 โมงเช้า แต่กว่าจะถึงเมืองเสียมเรียบก็ปาเข้าไปทุ่มกว่าโน่น เป็นการนั่งรถที่มาราธอนที่สุดบนเส้นทางที่สั้นที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต
 มาอีกทีเมื่อสี่ปีก่อน ค่อยยังชั่วขึ้นมาหน่อย เพราะถนนได้รับการปรับปรุงให้ราบเรียบมากขึ้น ใช้เวลาแค่ 5 ชั่วโมงนิดๆ เท่านั้นก็ถึงเมืองเสียมเรียบแล้ว  ส่วนครานี้ยังไม่รู้เหมือนกัน ก็คงต้องดูกันต่อไป
 แม้ถนนในเมืองเสียมเรียบยังดูทุรกันดาร แต่บริเวณด่านปอยเปตกลับเจริญขึ้นมากผิดหูผิดตา เทียบกับเมื่อครั้งเห็นครั้งแรก โดยเฉพาะแหล่งคาสิโนเติบโตขึ้นเยอะ ตึกงี้โอฬารมหึมาเชียว ท่าทางจะดูดเงินจากบรรดาแมงเม่าที่หลงเข้าไปเสี่ยงโชค (ร้าย) ได้มาก แต่ก็ยังมีคนแห่มาเล่นกันเป็นล่ำเป็นสัน แค่ผ่านด่นปอยเปตมา ก็ต้องตะลึงกับโรงแรมหรูใหญ่โตโอ่อ่าที่โผล่ขึ้นมาเรียงรายอยู่ริมชายแดนหลายแห่งเสียแล้ว ถือโอกาสเข้าไปใช้บริการห้องน้ำของโรงแรมเสียหน่อย บ๊ะแม้แต่ในล็อบบี โรงแรมยังมีตู้สล็อตมาชีนเรียงกันอยู่เป็นตับ
 สองฝากฝั่งถนนที่รถตู้ของเราแล่นผ่านสะพรึ่บไปด้วยตึกรามบ้านช่องและร้านค้าบริการ ผู้คนก็ดูหนาตาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ป้ายโทรศัพย์มือถือรุ่นใหม่ๆก็มีให้เห็นเต็มไปหมด ไม่เหลือร่องรอยภาพเมืองชายแดนซอมซ่อเงียบเหงา ที่สองฝากถนน เต็มไปด้วยป้ายเตือนให้ระวังกับระเบิด เหมือนเมื่อมาคราวแรกเลยแม้แต่น้อย
 แปลกใจอย่างเดียวก็ตรงเรื่องถนนนี่แหละ  ออกจากเมืองมาได้ไม่เท่าไหร่ก็กลายเป็นหลุมเป็นล่อ เป็นลูกรัง เป็นโคลนเลน ครบครัน หรือจะเป็นนโยบายอนุรักษ์สีสันในการเดินทางเอาไว้ก็ไม่รู้
 “ปีหนึ่งนี่นักท่องเที่ยวมาเสียมเรียบกันเยอะไหม”  พี่จ็อดหันไปถาม สุธี มัคุเทศก์ หนุ่มชาวเขมรผิวเข้มประจำทริปที่นั่งอยู่ด้านหลัง
 “ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวเข้ามาที่เมืองเสียมเรียบประมาณ 1 ล้านคน รวมคนเขมรที่มาเที่ยวด้วยนะ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มากที่สุดช่วงก่อน พ.ศ. 2547 คือคนญี่ปุ่น แต่ปี 2548 มานี่คนเกาหลีเริ่มมากขึ้น ส่วนนึกท่องเที่ยวชาวไทยอยู่ประมาณอันกับ 7-8” สุธียื่นหน้ามาตอบด้วยสำเนียงแบบเขมรพูดไทย ก่อนจะชี้แจงให้เราหันไปดูทางฝั่งซ้ายของถนน
 “ที่เห็นนั่นเป็นทางไปสนามบิน เมื่อสองสามเดือนก่อนมีสายการบินเพลสซิเดนท์แอร์ไลน์เปิดเที่ยวบินจากปอยเปตไปเสียมเรียบ ค่าโดยสายไปเที่ยวเดียว 25 ดอลล่าห์สหรัฐฯ ไป-กลับ ก็ 50 ดอลล่าห์สหรัฐฯ แต่ตอนนี้เจ๊งไปแล้ว เพราะไม่ค่อยมีคนใช้บริการ
 “แล้วนักท่องเที่ยวเขาไปเสียมเรียบกันยังไง” สงสัยขึ้นมาบ้าง  “ก็มีรถรับจ้างโตโยต้าคัมรีครับ เหมาไปเสียมเรียบได้ ค่าจ้างประมาณคันละ 1500-1600 บาท  “ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวฝรั่งบางที่เขาซื้อตั๋วมาจากถนนข้าวสารเลย มีรถมาส่งที่ชายแดน แล้วข้ามมาขึ้นรถโดยสารฝั่งเขมร ค่าโดยสารก็ประมาณ 100 บาท” คุณมดเสริม
 รถกระบะคันหนึ่งแซงหน้ารถเราขึ้นไป สุธีรีบชี้ให้ดู ท้ายรถอัดแน่นไปด้วยผู้โดยสารไม่ต่ำกว่า 30 คน “ไม่งั้นก็ไปรถกระบะแท็กซี่แบบนี้ เขาจะเอาไม้มาพาดเป็นที่นั่งผู้โดยสารที่กระบะท้ายรถ ถ้านั่งคู่คนขับค่าโดยสารแพงหน่อย ประมาณ 200 บาท นั่งกระบะหลังถูกหน่อยประมาณคนละ 80 บาท ที่นั่งมาส่วนใหญ่ก็เป็นคนเขมร” .... “โห..นั่งกันได้ยังไงเนี่ย แน่นขนาดนั้น” พี่จ๊อดอุทานด้วยความทึ่ง “รู้สึกที่นี่เขาจะชอบขนอะไรกันทีละเยอะๆ นะ ที่ด่านปอยเปตน่ะ เห็นไหม คนลากรถขนสินค้าแต่ละคันสูงท่วมหัวเลย”
 ยังไม่ทันขาดคำก็เห็นมาเตอร์”วค์คันหนึ่งลากจูงรถเข็น 2 ล้อ ที่บรรทุกข้างของเครื่องใช้กองโตแล่นสวนมายืนยันสมมุติฐานสร้างความฮือฮาให้กับพลพรรคของเราไปตามๆกัน
 ระบบจราจรเขมรขับรถชิดขวา แต่คนขับส่วนใหญ่จะว่ากันตามสะดวก ขึ้นอยู่กับหลุมบ่อบนถนนว่าอยู่ตรงไหน หลบกันเอาเอง  ผมนั่งด้านซ้ายคู่กับคนขับหวาดเสียวกว่าใคร โดยเฉพาะเวลาแซง หลังจากมองดูรถที่แล่นโขยกเขยกสวนมาคันแล้วคันเล่า ก็สังเกตเห็นว่านอกจากรถบรรทุกกับรถกระบะแล้ว รถโตโยต้าคัมรีเป็นรถที่เห็นเยอะที่สุด สุธีบอกว่ารถคันนี้เป็นรถเก่ามือสองแต่สภาพยังดี นำเข้ามาจากญี่ปุ่น
 ตื๊ด...ตื๊ด....เสียงเตือนโทรศัพย์ข้อความเข้าดังลั่นจากโทรศัพย์มือถือของผมที่เหน็บเอวอยู่ เห็นเป็นข้อความตอนรับเข้าสู่เครือข่ายโทรศัพย์มือของเขมร นึกขึ้นมาได้ว่าเปิดบริการเครือข่ายระหว่างปรเทศอัตโนมัติเอาไว้ แต่ก็ไม่คิดว่ามนเขมรจะมีสัญญาณ เพราะมาเมื่อสี่ปีก่อนยังไม่เห็นมี รู้อย่างนี้แล้วผมก็เลยชักสนุก คอยเปิดดูอยู่เรื่อย เห็นทางวิบากอย่างนี้ไม่ใช่แค่มีสัญญาณเฉยๆ ขีดสองขีดนะครับ สัญญาณเต็มตลอดทางอีกต่างหาก
 พักใหญ่เราก็มาถึง เมืองบันเตียเมียนเจย หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อเดิมว่าเมืองศรีโสภณ แวะกินอาหารกลางวันที่ร้านพกายปรึก (แปลเป็นภาษาไทยว่าประกายพรึกนั่นแหละ)รสชาดใช้ได้ครับร้านนี้ อิ่มหมีพีมันแล้วก็เดินทางกันต่อ  แล่นออกจากตัวเมืองมานิดเดียวสองฝากฝั่งถนนกลายเป็นท้องทุ่งนากว้างใหญ่
 “บันเตียเมียนเจยเป็นเมืองเกษตรกรรม พื้นที่ส่วนใหญ่จะใช้ทำเกษตรกรรมอย่างที่เห็น” มัคคุเทศก์เริ่มทำหน้าที่ต่อ”
 วิ่งมาอีกหน่อยก็เจอกับขบวนรถยรรทุกขนาดใหญ่นับสิบคัน จอดชิดขวาเรียงรายกันเป็นแถวยาวราวกับรถไฟ โชเฟอร์ส่งภาษาเขมรมุงได้ความว่าสะพานข้างหน้าหัก เดือดร้อนรถตู้ของเราต้องวิ่งลงไปในท้องทุ่งนาที่มีชาวบ้านมาทำทางเบี่ยงไว้ให้ แต่ไม่ใช่ให้ผ่านฟรีๆนะครับ มีการกั้นเชือกตั้งด่านเก็บเงินค่าผ่านทางด้วย โชเฟอราต้องควักแบงก์ 20 บาทจ่ายไป นั่นแหละ ถึงจะกลับขึ้นมาบนถนนได้อีกครั้ง หันกลับไปมองดูรถบรรทุกยักษ์ที่จอดเรียงรายเป็นแถวแล้วไม่แปลกใจเลยที่ถนนนกับยสะพานจะพังวนาศสันตะโร ก็รถแต่ละคันเป้งๆ แถมบรรทุกันเสียเต็มพิกัดขนาดนั้น
 สองฝากฝั่งถนนตอนนี้เป็นท้องทุ่งนาโล่งกว้างไกลสุดสายตา จำได้ว่าเมื่อนตอนมาครั้งแรกจะมีป้ายรูปหัวกระโหลกไขว้ตลอดแนวเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วมองเห็นฝงวัวเดินเล็มหญ้าอยู่ลิบๆ แต่ที่มาแทนคือป้ายห้ามอะไรบางอย่างที่เรียงรายเป็นแนวยาวเหยียดให้เห็นตลอดทาง  “อ๋อ นั่นป้ายห้ามขุดครับ เป็นแนวเคเบิลสายโทรศัพย์ที่เขามาวางไว้ เสร็จก่อนเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยในพนมเปญนิดเดียวเอง” สุธีเฉลย
 นั่งมาได้พักเดียวผู้โดยสานทั้งหลายก็พากันสัปหงกสัปเงยไปตามๆกัน (รวมทั้งผมด้วย) ตามทฤษฏีที่ว่าเมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน นั่งรถโยกเยกอย่างนี้แหละช่วยกล่อมดีนัก มารู้สึกตัวอีกทีก็ผ่านหมู่บ้านแกะสลักหินพนมสล็อก เห็นพระพุทธรูปหิน เทวรูปหิน และสิงห์หิน ฝีมือช่างเขมรยุคปัจจุบัน แต่ทำเลียนแบบของโบราณตั้งเรียงรายอยู่ริมถนน จำได้ว่ากลางวงเวียนหน้าหมู่บ้านเคยมีปฏิมากรรมที่เป็นรูปคนกำลังแกะสลักหินรูปสิงห์ แต่ตอนนี้เหลือแต่รูปสิงห์นั่งยิ้มเผล่อยู่ ส่วนรูปคนหายไปแล้วเหลือแต่เข่า ดูแล้วเหมือนโดนสิงห์งาบเข้าไปไม่มีผิด
 “ซ้ายมือเป็นสนามกอล์ฟ กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง” ผมเหลียวไปเห็นแต่ทุ่งโล่งกว้าง มีรถตักดินกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นอยู่ 2-3 คัน “มาถึงตรงนี้เหลือแค่ 20 กิโลเมตรก็ถึงเสียมเรียบแล้ว”
 ผ่านปฏิมากรรมรูปชาวนาชูเคียวเกี่ยวข้าว”ตรงนี้คืออำเภอป็วก แปลว่าพวก เป็นแหล่งหัถกรรม มีโรงเรียนสอนวิชาชีพทอผ้าด้วย แต่ราคาค่อนข้างแพง”
 โชเฟอร์หมุนพวงมาลัยเลี้ยวซ้านที่ทางแยก “เรากำลังจะไปบารายตะวันตกกัน ทางขวามือเป็นสนามบินนานาชาติ ก่อนปี 1998 เป็นสนามบินในประเทศของบางกอกแอร์เวย์ แต่พอเกิดเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยก็เลยต้องเปิดเป็นสนามบินนานาชาติ ให้เครื่องบินจากต่างประเทศมาลงรับคน สายการบินที่มาลงมีทั้ง ไทย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น”
 แดดอ่อนแสงลงเมื่อรถของเรามาหยุดกึกเหนือแนวสันเขื่อนโบราณของบารายตะวันตก วันนี้น้ำแห้งขอดมองลงไปเห็นหาดทรายโผล่เป็นแนวยาว มีเก้าอี้ผ้าใบชายหาดและร่มปักอยู่เรียงราย นักท่องเที่ยวเขมรเล่นน้ำและเดินชมวิวกันอยู่ขวักไขว่
 “บารายตะวันตกสร้างในสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ยาว 8 กิโลเมตร กว้าง 2 กิโลเมตร ใช้กักเก็บน้ำสำหรับการเกษตรกรรม โน่นเห็นไหมครับ ยอดปราสาทที่โผล่ยอดไม้บนเกาะกลางน้ำ นั่นแหละ ปราสาทแม่บนตะวันตก ตอนขุดค้นได้พบรูปหล่อสัมฤทธิ์นารายณ์บรรทมสินธุ์ด้วย แสดงให้เห็นว่าตั้งใจสร้างเป็นเสมือนเกษียรสมุทร ล่าสุดนี่เขาเพิ่งขุดพบหัวกระโหลกมนุษย์โบราณขนาดใหญ่กว่าคนธรรมดา อายุประมาณ 3,000 ปี ตอนนี้เก็บไปพนมเปญแล้ว” สุธีนำหน้าพวกเราพลางทำหน้าที่บรรยายตามที่ถนัด
 “ถัดจากบารายตะวันตกเข้าไปอีกหน่อยก็ถึงปราสาทออกยม จะไปดูไหม” ผมรับพยักหน้าและเดินกลับไปขึ้นรถ เพราะคุ้นๆอยู่ว่าชื่อนี้จะเป็นปราสาทที่นักวิชาการเชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางของเมืองอมเรนทรปุระ ในสมัยพระชัยวรมันที่ 2 ที่ทรงรวบรวมแคว้นเจนละบกและน้ำเข้าเป็นอาณาจักรขอมในยุคพระนคร ก่อนจะย้ายไปเมืองมเหนทรบรรพตที่พนมกุเลนและเมืองหริหราลัยที่ตำบลโยเลย
 อึดใจเดียวรถก็ไปจอดหน้าปราสาทเล็กๆ ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ร่มคลึ้ม สภาพส่วนใหญ่ปรักหักพังเหลือเพียงส่วนฐาน ทับหลังศิลาหล่นจมดินอยู่ ส่วนบนของปราสาทอาจทำด้วยอิฐ ถึงพังทลายหายไปหมดแล้ว ดูเหมือนไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่ อาจเพราะขนาดเล็ก ดูไม่น่าตื่นเต้น เลนไม่มีใครสนใจ ทั้งที่จะว่าไปแล้วมีความสำคัญมาก ได้มาดูมาเห็นก็ถือเป็นบุญตา
 ระหว่างทางเข้าเมืองเราแวะไปสถาบันอาติเชียน อังกอร์ อันเป็นโรงเรียนฝึกอาชีพที่นำเอาเด็กกำพริ้  คนยากจน มาฝึกวิชาชีพโดยมีเงินเดือนให้ ภานในสถาบันประกอบด้วยอาคารฝึกงานชั้นเดียวหลายหลัง แต่ละหลังแบ่งเป็นห้องๆ วิชาที่เรียนก็มีทั้งแกะสลักไม้เป็นรูปนางอัปสร ฝึกวาดภาพลวดลาย แกะสลักไม้ยางเป็นเทวรูปและพระพุทธรูปเลียนแบบของโบราณ มีห้องหนึ่งนักเรียนเป็นคนใบ้ทั้งหมด กำลังหัดวาดจิตรกรรมบนกระดาษและผ้า ที่น่าสนใจที่สุดก็เห็นจะเป็นการแกะหินเลียนแบบจากศิลปะขอมโบราณชิ้นเยี่ยม อย่างรูปพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เทวรูปและอื่นๆ ทำได้เหมือนมากที่เดียว
 ลองเข้าไปเตร็ดเตร่ในศุนย์จำหน่ายศิลปหัถกรรมฝีมือนักศึกษา กะว่าตากแอร์คลายร้อนเสียหน่อย ในศุนย์ฯ เขาจัดวางสินค้าไว้อย่างน่าซื้อ แต่ราคานี่สิครับ  หยิบมาทีไรก็สะดุ้งทุกที เพราะคิดเป็นเงินดอลล่าห์สหรัสฯ แต่สุดท้ายพี่จ็อดก็ได้พัดแบบพับได้ที่คุณมดแซวว่าเป็น “พัดคุณนาย” ติดไม้ติดมือกลับออกมาด้วย “เอาไว้พัดเวลาร้อนตอนเดินเที่ยวปราสาทหินหน่ะ” พี่จ็อดว่า
 เมื่อรถแล่นผ่านตัวเมืองเสียมเรียบ ผมก็ต้องเหลียวซ้ายแลขวา ด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะดูเจริญขึ้นกว่าเก่ามากจำแทบไม่ได้ ตึกรามใหญ่ผุดขึ้นราวดอกเห็ด ถนนหนทางที่เคยเป็นลูกรังเป็นหลุมบ่อกลายเป็นถนนลาดยางอย่างดี รถรางี้วิ่งกันขวักไขว่ คุณมดชี้ให้ผมดูทางขวามือ มีเมืองจำลองที่ย่อเอาแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ของเขมรมารวมไว้ในแหล่งเดียวกันเหมือนของไทยเราที่ชลบุรีด้วย
 แวะสักการะพระพุทธรูปที่ศาลหลักเมืองแล้ว พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังนครวัดเพื่อดูแสงสุดท้าย เย็นๆอย่างนี้เจ้าหน้าที่กลับบ้านกันหมดแล้ว ไม่ต้องมีบัตรก็เดินเที่ยวได้ แต่ฟ้าดินไม่เป็นใจครับ ส่งเมฆฝนดำทะมึนตั้งเค้ามาไล่จนเราต้องถอยทัพ ระหว่างนั่งรถตะเวนหาโรงแรมที่พักที่จองไว้ก็เลยสังเกตว่าตอนนี้มีโรงแรมขนาดใหญ่เรียงรายกันแน่นขนัดสองฝากถนน แม้ในยามค่ำคืนแสงไฟก็ยังสว่างไสว ผิดกัยภาพเมืองเสียมเรียบในครั้งแรกที่ผมมาเยือนราวหน้ามือกับหลังมือ 
 ความจรองแล้วน่าจะดีใจกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่ไม่รู้ยังงัยเหมือนกันครับ ผมกลับรู้สึกใจหาย จากนี้ไปคงจะไม่มีโอกาศได้เห็นเมืองเสียมเรียบในบรรยากาศเงียบสงบและสลัวรางในยามราตรีอย่างในอดีตอีกแล้ว

ตามรอยนครหลวงจากหริหราลัยไปยโสธรปุระ
 “ปราสาทหินในเสียมเรียบจรองๆแล้วมีอยู่ 195 แห่ง แต่ที่เปิกให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้มีแค่ 50 แห่ง ที่เหลือยังปรักหักพัง รกร้างอยู่ในป่า แล้วก็ยังไม่ปลอดภัย เพราะบางแห่งยังมีกับระเบิดที่ยังไม่ได้กู้เหลืออยู่” มัคคุเทศก์สุธีเริ่มทำหน้าที่ตั้งแต่รถแล่นออกจากโรงแรมมุ่งหน้าไปยังสถานีซื้อบัตรเข้าชมปราสาทแต่เช้า
 ปกตินักท่องเทียวที่มาเมืองเสียมเรียบ เช้าขึ้นมามักจะมุ่งหน้าไปชมปราสาทใหญ่ๆ ใจกลางเมืองพระนคร แต่ผมเองเห็นมาหลายรอบแล้ว อยากไปดูปราสาทขอมรุ่นแรกๆทียังไม่เคยเห็นบ้าง ก็เลยชักชวนพลพรรคให้ไปดูปราสาทนอกเมืองกันก่อน เป้าหมายที่เล็งเอาไว้ก็คือเมืองหริหราลัย  เมืองหลวงยุคแรกของอาณาจักขอมอีกแห่งหนึ่ง
 “ปราสาทที่หริหราลัยเมื่อก่อนไปซื้อบัตรที่ปราสาทได้ แต่เดี๋ยวนี้ต้องซื้อจากเสียมเรียบไป” ว่าแล้วสุธีก็โผล่หน้าออกไปส่งภาษาขอซื้อบัตรแบบวันเดียวในราคาคนละ 20 ดอลล่าห์สหรัฐฯ สำหรับพวกเราที่เป็นคนไทย (คนเขมรเข้าชมฟรีทุกที่ครับ น่าอิจฉาไหม)
 ระยะทาง 13 กิโลเมตร จากเมืองเสียมเรียบไปตามทางหลวงหมายเลข 6 ถนนค่อนข้างดี ใช้เวลาไม่นานพวกเราก็ไปโผล่อยู่แถวๆเมืองหริหราลัย รถตู้ของเราไปจอดถึงบันไดทางขึ้นปราสาทโลเลย เป็นแห่งแรก
 สุธีเดินนำหน้าขึ้นบันได “ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะมาปราสาทนี้ต้องนั่งเรือ เพราะเป็นปราสาทกลางบารายเหมือนปราสาทแม่บนตะวันตกที่ไปเมื่อวาน แต่ตอนนี้น้ำแห้งไปหมด เราเลยนั่งรถเข้ามาได้ เมืองหริหราลัยเป็นเมืองหลวงอยู่ 4 รัชกาล คือพรเจ้าชัยวรมันที่ 2 ที่ทรงย้ายมาจากมเหนทรบรรพตที่พนมกุเลน พระเจ้าชัยวรมันที่ 3 แล้วก็พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1  ที่ทรงมาสร้างบารายตรงนี้ กว้าง 900 เมตร ยาว 3,600 เมตร ส่วนปราสาทมาสร้างในสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 นักโบราณคดีสัษฐานว่าปราสาทน่าจะมี 6 หลัง แต่หักพังไปเหลือแค่ที่เห็น
 แม้ปราสาทโลเลยจะเป็นปราสาทก่ออิฐ 4 หลัง ขนาดไม่ใหญ่โต แถมอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์เสีย 3 หลัง แต่ก็สวยงามน่าสนใจด้วยลวดลายทับหลังกับรูปเทพและนางอัปสรจำหลักศิลาที่ประดับอยู่สองฝากประตูทุกหลัง ความคมชัดของลวดลายทำให้พี่จ็อดคิดว่าเป็นของทำขึ้นมาใหม่ ขนาดสุธี ยืนยัน นั่งยัน เดินยัน ว่าเป็นของเก่าเก๋ากึกจริงๆ ก็ยังไม่ยอมเชื่อ
 ขึ้นรถต่อไปยังปราสาทพระโค ตัวปราสาททั้ง 6 หลังสร้างด้วยอิฐตระหง่านตั้งอยู่บนฐานเตี้ยๆ เป็นเทวสถานแห่งแรกของเมืองหริหราลัยที่สร้างสมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ปราสาทแห่งนี้ผมหมายมั่นปั้นมืออยากเห็นด้วยตามานาน เพราะเคยเห็นจากภาพถ่ายในหนังสือที่ตัวปราสาทมีหญ้าขึ้นอยู่บนยอด ดูเก่าๆ ขลังๆ ดี แล้วก็ยังชอบตรงที่มีลวดลายปูนปั้นประดับปราสาทอย่างอลังการ สิงห์สลักที่เฝ้าบนบันไดอยู่ก็ดูกระปุกหลุกน่ารัก พอเข้ามาถึงจริงๆ ปรากฏว่ากำลังมีการซ่อมแซมปราสาทองค์กลางอยู่ครับ นั่งร้านระเกะระกะรกรุงรังไปหมด แอบไปยืนดูแอบเห็นเขากำลังเลาะเอาอิฐเก่าออกแล้วเอาอิฐใหม่ใส่แทน เป็นอันว่าหมดโอกาศที่จะได้เห็นปราสาทพระโค แบบเก่าๆ ขลังๆ อย่างที่ตั้งใจใว้ ยังดีที่ได้เห็นลวดลายปูนปั้นสวยๆพอกล้อมแกล้มปลอบใจไปได้
 จุดหมายสุดท้ายในเมืองหริหราลัยคือปราสาทบากอง  ที่มีความสำคัญ คือเป็นปราสาทขอมที่สร้างในลักษณะนำหินมาก่อสร้างเป็นภูเขาจำลองเป็นแห่งแรก  และเป็นศูนย์กลางของเมืองหริหราลัยในสมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ปราสาทนี้ก็ตั้งอยู่ในเขตวัดเหมือนกัน
 “ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ชาวบ้านมาเล่นน้ำกันเต็มลานวัดตรงนี้เลย” สุธีหันมาบอก ก่อนจะเดินนำพวกเราไต่บันไดขึ้นไปบนฐานที่ลดหลั่นเป็นขั้นๆ
 “ปราสาทบากองสร้างสมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 เหมือนกัน ถ้าสังเกตุดูปราสาทที่ต้องบนฐานรอบๆ จะยังเป็นปราสาทอิฐ แต่ก่อนบนยอดก็เป็นปราสาทอิฐด้วย แต่พังไปก่อนนานแล้ว ปราสาทหินที่เห็นอยู่ตอนนี้มาสร้างทีหลังในสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 2 ห่างกัน 200 ปี หลังจากพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 และวพระเจ้ายโศวรมันที่  1 ก็ขึ้นครองราชย์ที่เมืองหริหราลัยนี่ ก่อนจะย้ายเมืองหลวงไปยโศธรปุระที่พนมบาแค็ง”
 ได้ยินคำว่าพนมบาแค็งแล้วนึกขึ้นได้ครับ ไม่รู้เป็นไง ทั้งที่มีโอกาสจะไปหลายครั้ง  แต่ก็วืดไปวืดมาทุกที ครั้งแรกที่มาเสียมเรียบก็มีโปรแกรมชมพระอาทิตย์ตกที่พนมบาแค็ง แต่ขบวนคาราวานมาถึงค่ำแล้วเลยอดไป ครั้งหลังเมื่อสี่ปีก่อนก็ติดฝนบ้าง มาไม่ทันบ้าง คราวนี้ผมเลยตั้งใจว่าจะต้องไปขึ้นพนมบาแค็งให้ได้
 “พนมบาแค็งต้องขึ้นไปตอนเย็นๆ ดูพระอาทิตย์ตกถึงจะสวย ตอนนี้ไปดูปราสาทอื่นก่อนดีกว่า” สุธีให้ความเห็น ขณะนั่งรถมุ่งหน้ากลับเสียมเรียบ
 เอาก็เอา ไว้ตอนเย็นก็ได้ ว่าแล้วพวกเราจึงเปลี่ยนจุดมุ่งหมายไปที่ปราสาทตาพรหมกันก่อน ผมเองเคยประทับใจในบรรยากาศของที่นี่ ด้วยรากต้นสะปงขนาดมหึมาที่ร้อยรัดเกาะเกี่ยวตัวปราสาทเอาไว้ ให้ความรู้สึกรกร้างผ่านกาลเวลาอันยาวนาน ครั้งแรกที่ผมมายังต้องปืนป่ายไปตามกองหินที่พังทลายลงมา ดูลึกลับน่าตื่นเต้นครับ แต่ตอนนี้เขาเก็บไปเรียบร้อยหมดแล้ว ดูโล่งๆ ชอบกล แถมช่วงนี้ “ฮิต” มาก มีนักท่องเที่ยวฝรั่งมาเที่ยวทีละคันรถใหญ่ๆ เดินกันให้ขวักไขว่ ทำให้ไม่ค่อยได้บรรยากาศความขลังเท่าที่ควร หรือบางทีอาจเป็นเพราะเรายังไม่ได้กินข้าวกลางวันกันก็ไม่รู้ เลยไม่ค่อยมีอารมณ์สุนทรีย์
 คิดแล้วก็แวะไปกำจัดความหิวที่เพิงขายอาหารหน้าพระลาน ที่เปรียบเสมือนสนามหลวงของเขมร นอกจากความอิ่มแล้ว มื้อนี้ยังได้รับความรู้ใหม่ว่าผัดกระเพราแบบเขมรเขาใส่ตะไคร้ด้วย อร่อยแปลกครับ นั่งผึ่งพุงสักพักก็สังเกตเห็นว่าแถวเฉลียงช้างตอนนี้มียานพาหนะใหม่ คือมอเตอร์ไซค์พ่วงท้ายด้วยรถลากแบบมีประทุน ที่ภายในทำเป็นเบาะนั่งอย่างดี มารอให้บริการนักท่องเที่ยวแทนสามล้อถีบที่เคยเห็นอยู่ทั่วไป ดูเข้าท่าดีเหมือนกัน คงจะเป็นพาหนะที่เป็นสัญลักษณ์ใหม่ของเสียมเรียบต่อไป
 พากันเดินไปปราสาทบาปวน ปรากฏว่าห้ามเข้าครับ เพราะเขากำลังขุดแต่งบูรณะอยู่ ก็เลยเดินเรื่อยเปือยไปดูปราสาทพิมานอากาศ หนึ่งในวิวัฒนาการปราสาทแบบขั้นบันได ผมลงทุนปืนขึ้นไปถึงยอดเพื่อดูระเบียงชั้นบนที่มุงหลังคาด้วยหิน เล่นเอาซี่โครงบานขาสั่นไปเหมือนกัน กลับลงมาก็ผ่านไปดูลวดลายจำหลักหินริมสระสรงในพระราชวังอีกหน่อย ก่อนจะเดินทะลุออกมาทางลานพระเจ้าขี้เลื้อน ที่ใกล้กันเป็นพลับพลาที่สุธีบอกว่าด้านบนเป็นกระถางคบเพลิงใช้ในงานพิธีสวนสนาม ก็คงคล้ายกระถางคบเพลิงในกีฬาโอลิมปิกละกระมัง
 ผมชี้ให้ดูปราสาทหินสีน้ำตาลที่เรียงรายเป็นแนวขนานตรงหน้า สงสัยมานานว่าใช้ทำอะไร เพราะเห็นมีที่นี่แห่งเดียว ไม่เคยเห็นที่ไหน “อ๋อ นั่นเป็นปราสาทซัวปรัดครับ บางทีเขาก็เรียกว่าปราสาทนางสิบสอง ในบันทึกของโจวต้ากวนที่มาเขมรสมัยโบราณบอกว่า ใช้ขึงเชือกในการแสดงกายกรรมเดินข้ามจากฝั่งนู้นมาฝั่งนี้”
 เมื่อได้ที่ก็พากันขึ้นรถต่อไปยังปราสาทบายนที่อยู่ใกล้ๆ ตอนเย็นๆ อย่างนี้บรรยากาศครึกครื้นใช้ได้ครับ มีคนเขมรมาเที่ยวพักผ่อนกันเยอะ มากี่ครั้งผมก็ยังตื่นตาตื่นใจกับพระพักตร์ของพระโพธิ์สัตว์ขนาดยักษ์ที่ปรากฏจ้องมองจากทุกมุมของปราสาทอยู่ดี นั่งรถต่อไปที่ปราสาทนครวัดบรรยากาศยามเย็นกับความอลังการของปราสาททำให้เพลิดเพลินจนลืมเวลา นึกขึ้นมาได้ว่าผมยังไม่ได้ไปขึ้นพนมบาแค็ง แสงสว่างก็หมดจากท้องฟ้าเสียแล้ว แห้วอีกจนได้
 “ขึ้นไปตอนนี้ก็ไม่เห็นอะไร ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาขึ้นใหม่ก็ได้” สุธีปลอบ
สมบุกสมบันสู่โฉกครรยกยาร์ – บึงมาลา
 วันนี้เราวางแผนกันว่าจะไปชมเมืองหลวงอีกแห่งของอาณาจักรขอมโบราณ ยุคต่อจากเมืองยโศธรปุระที่พนมบาแค็ง นั่งก็คือเมืองโฉกครรยกยาร์ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ปราสาทเกาะแกร์ และแถมพกด้วยการไปชมปราสาทบึงมาลา เห็นเขาว่าเป็นปราสาทขนาดกว้างใหญ่คล้ายนครวัด แต่มีบรรยากาศรกร้างแบบปราสาทตาพรหม ตอนนี้เลยกำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะฝรั่งที่ชอบแนวผจญภัย
 ออกจากโรงแรมที่พักใช้เวลาประมาณ 35 นาที ก็มาถึงทางแยกที่มีป้ายชี้ทางภาษาอังกฤษเขียนไว้ว่า Dumdek ผมอ่านว่า “ดำเด็ก” สุธีได้ยินก็หัวเราะก๊าก บอกว่าไม่ใช่ อ่านว่า “ดำไดก์” ต่างหาก เป็นชื่ออำเภอ รถเลี้ยวซ้ายแล้ววิ่งไปตามถนนลูกรังสีส้มแดงมีรถแทรกเตอร์กำลังทำงานสร้างถนนอยู่เป็นระยะ
 “ถนนสายนี้เซียงนั้ม เจ้าของโรงแรมซิตตี้อังกอร์ ได้สัมปทานสร้าง สร้างเสร็จก็จะสัมปทานเก็บตังค์จากคนที่ใช้ถนนเส้นนี้” สุธีให้ข้อมูล
 สองฝากฝั่งเป็นบ้านเรือนชนบทแบบเขมร ลักษณะเป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูง พี่จ็อดตั้งข้อสังเกตขึ้นมา “ดูสิ เขาจะมีหลังคาตรงบันไดแทบทุกบ้าน น่ารักดีจัง”
 พักเดียวก็เจอกับด่านเก็บเงินค่าผ่านทาง รถเล็กคันละ 3.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ รถใหญ๋ 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ (แพงกว่าค่าทางด่วนบ้านเราอีก) กระโกกระเดกไปอีกครึ่งชั่วโมงก็ถึงด่านเก็ยค่าเข้าชมปราสาท ถ้าไปปราสาทเกาะแกร์เก็บคนละ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ถ้าไปปราสาทบึงมาลาเก็บคนละ 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ พวกเราไปทั้งสองปราสาทเลยโดนไป คนละ 15 ดอลลาร์สหรัฐฯ สบาย (เขมร) ไป
 “ข้ามสะพานนี้เราก็เข้าเขตจังหวัดพระวิหารแล้ว” สุธีบอกเมื่อรถข้ามสะพานแห่งหนึ่ง
 ได้ยินคำว่าพระวิหารผมก็หูผึ่ง นึกอยากจะลองไปดูว่าถนนหนทางไปถึงเขาฝั่งพระวิหารเป็นยังไง แต่ยอดไกด์เหมือนจะรู้ บอกว่าระยะทางจากปราสาทเกาะแกร์ไปปราสาทเขาพระวิหารประมาณ 170 กิโลเมตร ได้ยินแล้วผมก็เลยรีบเปลี่ยนใจ
 กำลังนั่งโยกเยกเพลินๆ ก็พลันได้ยินเสียงโครมสนั่นหวั่นไหวจากใต้ท้องรถ โชเฟอร์รีบหยุดลงไปดู ปรากฏว่ากระแทกเข้ากับหินก้อนใหญ่บนพื้นถนนเข้าให้เต็มเปา ยังดีครับที่โดนแค่ท่อไอเสียแตก เครื่องไม่เป็นไร รถยังวิ่งต่อไปได้  แต่เสียงเครื่องยนต์ก็เปลี่ยนไปดังตุ๊ก ๆ ๆ คล้ายเสียงสามล้อเครื่องเมืองไทย นั่งไปฟังไปก็แก้คิดถึงบ้านได้ดีเหมือนกัน
 กระเด้งกระดอนพักใหญ่รถก็มาหยุดลงตรงหน้ากองหินมหึมาของปราสาทเกาะแกร์ ที่ตระหง่านอยู่ภายใต้ร่มไม้อันร่มครึ้ม ราวกับจะรอคอยให้พวกเราเข้าไปเป็นผู้ค้นพบ
 “โอ้โห นี่แหละ ปราสาทในฝัน” พี่จ็อดอุทาน “เทวสถานร้างกลางผืนป่า”
 แต่เห็นร้างๆอย่างนี้ ลงจากรถปุ๊บก็มีเจ้าหน้าที่มาตรวจบัตรปั๊บครับ แถมมีตำรวจเดินตามเป็นเพื่อนไปกับเราด้วย (กลัวแอบหยิบทับหลังใส่กระเป๋ากลับบ้าน) ปราสาทเกาะแกร์นี่ตามประวัติว่าสร้างสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 พวกเราเดินดุ่มลัดเลาะผ่านกองหินด้านหน้าเข้าไปก็เจอกับปราสาทอิฐหลังใหญ่ ขึ้นบันไดไปข้างในก็เห็นว่าพื้นปราสาทเป็นหลุมลึก มีชิ้นส่วนปฏิมากรรมเทวรูปหินขนาดยักษ์แตกกระจายเป็นชิ้นๆระเกะระกะ
 “ฝีมือพวกทหารเวียดนามที่เข้ามาช่วยรักษาความสงบ มาตั้งค่ายแล้วก็เข้ามาระเบิดหาสมบัติใต้ฐานเทวรูป เห็นว่าได้ไปเยอะ” เป็นคำอิบายจากไกด์ของเรา
 เดินตามทางผ่านเสาศิลาที่ล้มระเนระนาดกับปราสาทอิฐหลังเล็ก 5 หลังเข้าไปก็พบกับปราสาทเกาะแกร์ ลักษญะเป็นฐานสี่เหลี่ยมก่อซ้อนกันเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันขึ้นไป แลดูไกลๆ คล้ายพิระมิดของชาวมายาในเม็กซิโก ตรงกลางมีบันไดชันดิกตรงขึ้นไปถึงบนยอด สูงลิ่วไม่แพ้ภูเขาทองบ้านเรา
 “ข้างบนไม่มีอะไรมั้ง ไม่ต้องขึ้นก็ได้” ผมเสนอเมื่อเห็นว่าทางขึ้นเป็นบันไดไม้ซ้อนอยู่บนแนวบันไดหินของปราสาทอย่างน่าหวาดเสียว
 “นั่นสิ ไม่ต้องเหนื่อยด้วย” พี่จ็อสสนับสนุน คุณมดก็ไม่มีท่าทีคัดค้าน
 “เสียค่าเข้าชมตั้งคนละ 10 ดอลลาร์ฯแล้ว จะมาดูแค่นี้ไม่คุ้มนะ” สุธีว่า ฟังแล้วพี่จ็อสกับคุณมดก็เปลี่ยนใจกะทันหัน พากันตรงดิ่งไปที่บันไดแล้วปืนขึ้นปราสาทอย่างกระฉับกระเฉง (สงสัยเสียดายตังค์) สุธีก็ตามไปติดๆ เห็นเขาไปกันหมดผมเลยต้องกัดฟันกระเตงกระเป๋ากล้องตะเกียกตะกายขึ้นไปกับเขาด้วย ราวบันไดก็ร้อยจี๋เพราะตากแดด กว่าจะถึงเล่นเอาขาสั่นพั่บๆ เชียงละครับ แต่ก็คุ้มค่า เพราะบนยอดมองเห็นทิวทัศน์ได้รอบด้านกว้างไกลสุดสายตาแถมยังมีร่องรอยของฐานปราสาทประดับลวดลายจำหลักศิลาเป็นรูปสิงห์แบก (แบกจริง ๆ ท่าเดียวกับแข่งกีฬายกน้ำหนักเลยละครับ) ดูยิ่งใหญ่อลังการไม่ใช่เล่น สมเป็นศูนย์กลางของเมืองหลวงในยุคนั้น
 หอบแฮ่กกลับลงมาหน้าปราสาท โชคดีมีเพิงขายอาหาร เราก็เลยถือโอกาศขนเอาเสบียงที่หอบหิ้วมาเติมพลังกัน โดยไม่ลืมอุดหนุนเครื่องดื่มและ อาหารบางอย่างเป็นค่าใช้สถานที่
 บนเส้นทางกลับจากเกาะแกร์เราแวะที่ปราสาทเจน ซึ่งเป็นปราสาทขนาดเล็ก 3 หลัง อยู่ในสภ่พรกร้างปรักหักพัง ผมลงจากรถได้ก็ค่อยๆย่องเข้าไปดูแบบไท่ค่อยวางใจ เพราะรอบปราสาทยังขึงเชือกล้อมรอบเป็นรั้วเอาไว้ แถมปักป้ายสีแดงรูปหัวกระโหลกไขว้คู่กับป้ายภาษาเขมร น่าจะเป็นแนงกับระเบิดที่ยังกู้ไม่หมด
 “อยากถ่ายรูปคู่กับป้ายกระโหลกไขว้เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าป้ายเขาเขียนว่าอะไร เลยไม่กล้า เดี๋ยวเกิดเขียนว่าตรงนี้มีระเบิด เราดันไปยืนละก็เสร็จเลย” เสียงพี่จ็อดคุยกับคุณมดขณะเดินกระหย่องกระแหย่งตามมา
 หน้าปราสาทองค์กลางมีชิ้นส่วนเทวรูปขนาดใหญ่แตกเป็นชิ้น ๆ กระจัดกระจายอยู่ คงโดนระเบิดหาสมบัติเหมือนที่เกาะแกร์ ผมเคยเห็นจากหนังสือว่ามีประติมากรรมรูปพาลีรบสุครีพอยู่ที่นี่ด้วย แต่ตอนนี้เก็ยอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ที่พนมเปญแล้ว
 แวะอีกทีปราสาทขนาดเล็กหลังเดียวโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางความรกร้าง ผมเดินดูรอบๆ ไม่มีอะไรนอกจากผนังรอบปราสาทรอบนอกเป็นสีดำ
 “ปราสาทนี้ชื่อเนีบงเขมา แปลว่านางดำ” สุธีอ่านป้ายภาษาเขมรที่ติดเอาไว้ให้ฟัง ผมได้ยินชื่อแล้วก็จำได้ว่าเคยเห็นในหนังสือว่าผนังในปราสาทมีภาพจิตรกรรมนารายณ์ตรีวิกรมและพระกฤษณะฆ่าพระยากงส์ ก็เลยลองเดินเข้าไปดู ปรากฏว่าไม่เหลือร่องรอยอะไรให้เห็นแล้ว แห้วสนิท
 รถแล่นผ่านไร่งาริมทางกว้างสุดลูกหูลูกตา ก่อนจะเลี้ยวมุ่งหน้าไปปราสาทบึงมาลาตามป้ายชี้ทาง พักเดียวก็มาถึงหน้าปราสาท จอดรถเอาไว้ในซอยข้างร้านอาหารก็พากันข้ามถนนไปยังทางเข้า เจ้าหน้าที่ตรวจบัตรแล้วก็เดินนำเราผ่านสิงห์ขาหักที่ตั้งหันหลังเอียงกระเท่เร่ไปตามสะพานนาค หัวสะพานมีรูปนาค 5 เศียรแผ่พังพานคล้านที่ปราสาทพนมรุ้ง ตัวสะพานพาดยาวข้ามบารายที่กว้างใหญ่พอ ๆ กับที่นครวัด แต่ตื้นเขินและรกรุงรังด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ตรงเข้าสู่ปราสาทที่พังทลายลงมาเป็นกองหินมหึมาหลายกองใต้เงามืดครึ้มของหมู่ไม้สูงและหนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณปราสาท
 ก่อนหน้านี้คงมีนักท่องเที่ยวมากันมากพอสมควรครับ เพราะมีการทำสะพานไม้ไว้อย่างดีสำหรับเดินข้ามกำแพงที่พักทลายเข้าไปในระเบียงปราสาท เจ้าหน้าที่ผู้หญิงซึ่งผมเพิ่งสังเกตุเห็นว่าเดินขากะเผลกพาเรามุดลอดช่องประตูที่ก้อนหินพังถล่มขวางอยู่ แล้วป่ายปืนตามกองหินเข้าไปยังระเบียงด้านในอันมืดครึ้มด้วยก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ ที่เป็นส่วนประกอบของปราสาทพังทลายลงมาทับถมอยู่เต็ม ขาแข้งที่เมื่อยล้าจากการปืนบันไดขึ้นปราสาทเกาะแกร์เมื่อเช้ามาเริ่มออกฤทธิ์โยเยจะไม่ยอดเดินเอาตอนนี้ แต่ผมก็กัดฟันตะกายปืนขึ้นปืนลง ตามเข้าไปจนถึงปราสาทประธานด้านในจนได้ สุดยอดครับกับภาพที่ได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นรากไม้ใหญ่ ๆ ที่แผ่ขยายปกคลุมทั่วปราสาท ประตูหินที่จำหลักลวดลายละเอียดหลบเร้นภายใต้เงามืดของแมกไม้ ยิ่งเมื่อเดินทะลุออกมาทางฝั่งตะวันตกของปราสาท รูปสลักนางอัปสรประดับตามมุมโคปุระที่ถูกถมทับด้วยหินก้อนโตๆ ซึ่งพังทลายลงมาจากส่วนยอด ให้อารมณ์ของโบราณสถานที่รกร้างได้ไม่แพ้ปราสาทตาพรหมสมัยที่ผมไปเห็นครั้งแรกเลยแม้แต่น้อย
 พวกเราพากันนั่งรถกลับสู่เมืองเสียมเรียบด้วยความอิ่มตาอิ่มใจกับบรรยากาศแห่งอดีตที่ได้พบเห็น ลองแวะไปทางปราสาทบันทายสรี เผื่อฟลุกตอนเย็นเข้าได้ฟรีเหมือนที่นครวัด ปรากฏว่าหลัง 5 โมงเย็นแล้วเขาไม่ให้เข้าครับ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะพวกเราแต่ละคนก็เคยมาดูกันหลายครั้งแล้ว
 “ที่เห็นยอดลิบ ๆ นั่นเป็นปราสาทพนมบกบนยอดเขา มีศิวลึงที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเสียมเรียบ สูง 7 เมตร กว้าง 2.5 เมตร” สุธีชี้ให้ดูระหว่างทางกลับเข้าเมือง ฟังแล้วก็น่าสนใจอยากไปดูครับ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าอยู่บนภูเขาทำให้ต้องเปลี่ยนใจ เพราะเจอมาทั้งบันไดปราสาทเกาะแกร์เมื่อเช้า ตามด้วยกองหินที่บึงมาลาในช่วงบ่าย คงระบมไปอีกหลายวัน
 ผ่านมาถึงหน้าพนมบาแค็ง เห็นนักท่องเที่ยวกำลังเดินขึ้นเขาไปชมพระอาทิตย์ตกกัน คราวนี้พวกเรากลับมาทันเวลาฝนฟ้าก็ไม่ตก แต่ขาแข้งของผมที่จะต้องออกแรงเดินขึ้นไปนี่สิครับ อ่วมอรทัยมาทั้งวันเห็นทีจะไม่ไหว เฮ้ย.......แห้วอีกจนได้สิน่า

ระหกระเหินส่งท้ายที่บันทายฉมาร์
 แล้วก็ถึงวันที่เดินทางกลับจนได้ครับ มาเสียมเรียบทีไรรู้สึกเวลาผ่านไปไวทุกที วันนี้พวกเรารีบตื่นกันแต่เช้ากว่าวันไหน ๆ เพราะตั้งใจว่าจะไปแวะปราสาทบันทายฉมาร์ที่อยู่บนเส้นทางขากลับของเรา ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมที่สุด ขนาดพาหนะของพวกเรายังเปลี่ยนจากรถตู้มาเป็นโตโยต้าคัมรี เพื่อการทำเวลากลับไปชายแดนให้ทันก่อนด่านปิด
 รถวิ่งตะบึงโครมครามาสเลี้ยวขวาตรงวงเวียนรูปพระนารายณ์ที่เมืองศรีโสภณ ก่อนจะกระโดดกระเด้งไปตามทางลูกรัง ความจริงแค่ระยะทางอีกประมาณ 64 กิโลเมตรก็ดูไกลไม่ใช่เล่นอยู่แล้ว ระหว่างทางดันเจอสะพานขาดอีก รถของเราต้องลงไปวิ่งในทุ่งนาอ้อมมาขึ้นอีกฝั่งหนึ่งเป็นที่หวาดเสียว เพราะเห็นมีรถบรรทุกน้ำมันตดหล่มอยู่คันหนึ่งด้วย แต่ละคนเริ่มวิตกกังวล ถ้าขากลับฝนเทลงมาท่าจะแย่แน่
 พอไปถึงเข้าจริง ๆ พวกเรากับเจอปัญหาใหม่ เพราะว่าบันทายฉมาร์เป็นปราสาทที่ยังไม่ได้เปิดให้นักเที่ยวเข้าชมอย่างเป็นทางการ ทหารที่เฝ้าปราสาทอยู่ไม่ยอมให้เราเข้า เดือนร้อนสุธีต้องไปนั่งเจรจาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเดินมาบอกว่าทหารจะเก็บค่าเข้าชมปราสาทเฉพาะคนไทยคนละ 10 ดอลลาร์สหัรัฐฯ แต่สุธีของเราก็ไม่ใช่ย่อย ต่อรองลงมาจนท้ายที่สุดเสียแค่คนละ 100บาท ก็ผ่านเข้าไปในปราสาทได้โดยดี
 ตามข้อมูลแล้วบันทายฉมาร์เป็นปราสาทหินที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในบรรดาปราสาทขอมทั้งหลาย รวมทั้งปราสาทนครวัด จารึกระบุปราสาทแห่งนี้สร้างถวายให้แก่ศรินทรกุมาร พระโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยพระอัฐิของเจ้าชายถูเก็บรักษาไว้ที่ยอดปราสาทประธานองค์กลาง
 แค่เดินเข้าไปใกล้ปราสาทกำแพงด้านนอกก็ต้องตาโตแล้ว เพราะบนผนังลวดลายจำหลักละเอียดสวยงามอยู่ท่ามกลางกองหินที่พังทลายลงมา
 “เป็นเรื่องราวการทำสงครามขับไล่พวกจาม” สุธีอธิบายภาพที่ได้เห็น แต่พวกเราก็ไม่มีเวลาที่จะมาชื่นชมความงามได้นานนัก
  เพราะเดี๋ยวฝนเทลงมาจะกลับลำบาก พากันบุกบั่นปืนป่ายฝ่าแนวไม้อันรกเรื้อเข้าไปข้างในปราสาท โดยมีเด็กเขมรสองคนโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้มาทำหน้าที่เป็นไกด์นำทางให้
 แล้วผมก็ต้องตะลึงไปครับกับภาพที่เห็นตรงหน้า ยอดปราสาทหลายอดที่ยืนทะมึนเรียงรายอยู่ในความรกชัฏของหมุ่มวลแมกไม้ท่ามกลางกำแพงที่พังทลายลงเป็นกองหิน ปราสาทหลังหนึ่งทางด้านขวามือมียอดเป็นรูปใบหน้าคนคล้านที่ปราสาทบายน
 เผลอแพล็บเดียวพลพรรคอื่น ๆ ปืนป่ายไปตามแนวกำแพงหินและระเบียงปราสาทที่พังทลายอย่างว่องไว ทิ้งให้ผมซึ่งขาปวดเมื่อยระบมตั้งแต่เมื่อวานยังไม่หาย กระย่องกระแย่งหามุมถ่ายภาพอยู่เดียวดาย บรรยากาศวังเวงทำให้ใจคอชักไม่ค่อยดีครับ ต้องรีบตะเกียกตะกายฝ่ากองหินมหึมาลัดเลาะไปหาพรรคพวก ยังดีที่ไกด์เด็กเขมรคนหนึ่งมานั่งรอเดินไปพร้อมกันเลยค่อยอุ่นใจ
 ปรากฏว่าคนอื่น ๆ เขารีบไปดูกำแพงด้านทิศตะวันตกกันครับบอกว่ามีภาพจำหลักหินสวยงาม ผมตามไปดูก็ร้องอ๋อ เพราะเคยเห็นภาพจากในหนังสือมาแล้ว แต่เดิมเป็นภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ปางเปล่งรัสมี 3 องค์ เรียงรายเป็นแนวยาวต่อเนื่องกัน ตอนหลังได้ข่าวว่าถูกมือ (ไม่) ดีมารื้อขนใส่รถเอาไปขาย วันนี้แนวกำแพงที่เคยยาวเหยียดก็เลยหดหายรูปจำหลักพระโพธิสัตว์ที่ว่าตามกลับคืนมาได้ก็เหลืออยู่แค่องค์เดียว เห็นแล้วก็เศร้าปนเสียดายครับ
 โบกมืออำลาไกด์เด็ก แล้วพวกเราก็ออกเดินทางมุ่งหน้าฝ่าถนนมหาวิบาก กลับมาถึงชายแดนไทยจนได้ ฝนฟ้าก็ดูเหมือนจะเป็นใจ โปรยสายลงมาหลังจากที่เราผ่านชายแดนกลับถึงเมืองไทยเรียบร้อยแล้ว ราวกับจะอวยพรส่งท้ายการเดินทาง
 หลายวันต่อมาผมนั่งดูภาพที่ถ่ายเอาไว้ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงแต่ละเหตุการณ์ในการเดินทางครั้งล่าสุดที่ผ่านมาช่างหลากหลายรสชาติ ทั้งโหด ทั้งมัน ทั้งฮา
 ที่สำคัญความฝันของผมที่อยากจะได้ไปสัมผัสกับโบราณสถานรกร้างอันหลับใหลอยู่ในกาลเวลาของอาณาจักรขอมก็เป็นจริงขึ้นมาแล้ว
 ฝันต่อไปของผมก็คือ อยากจะให้เส้นทางท่องเที่ยวสายอารยธรรมขอมโบราณทั้งในราชอาณาจักรกัมพูชาและประเทศไทยเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างไร้เส้นกั้นพรมแดน  ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่ฝันจะเป็นจริง

เอกสารอ้างอิง: สุภัทรดิศ ดิศกุล , หม่อมเจ้า. ศิลปะขอม. กรุงเทพฯ : คุรุสภา, 2539

ข้อมูลการเดินทาง
การเดินทางท่องเที่ยวในราชอาณาจักรกัมพูชาต้องใช้วีซ่า สามารถติดต่อทำวีซ่าได้ที่สถานทูตแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา กรุงเทพฯ หรือที่ด่านปอยเปต อำเภอโอจาเรา จังหวัดบันเตียเมียนเจย ตรงข้ามชายแดนอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยเขียนแบบฟอร์มแนบสำเนาหนังสือเดินทาง 2 ชุด พร้อมภาพถ่ายขนาด 2 นิ้ว 2 ภาพ และชำระค่าธรรมเนียมวีซ่า 20 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือ 1,000 บาท ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินทางสู่เมืองเสียมเรียบ นครวัด นครธม และปราสาทหินสำคัญอื่น ๆ ในราชอาณาจักรกัมพูชาได้ที่ สีสันทัวร์ โทรศัพท์ 0 2693 1031-3 โทรสาร 0 2694 3674

 


 

 

 

 

 

 




เรื่องชวนอ่าน